วัย Gen Z อยากตามฝันให้สำเร็จ ต้องรีบลงทุนเร็ว

ในยุคนี้ใคร ๆ ก็ต่างกันมาเริ่ม ลงทุน กันมากขึ้น โดยเฉพาะคนวัย Gen Z ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่กำลังเติบโตมาเป็นประชากรในกลุ่มวัยแรงงาน และเป็นกลุ่มที่สำคัญที่สุดในขณะนี้ แต่ด้วยวิถีชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไป และยุคสมัยที่ห้อมล้อมไปด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย ทำให้การลงทุนกับกองทุนรวมเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่คนวัย Gen Z ใช้เป็นแหล่งในการออมเงิน และใช้เป็นทางลัดในการเดินทางตามความฝันให้สำเร็จไปเร็วขึ้น!

วัย Gen Z คืออะไร

ทำความรู้จักกับคนวัย Gen Z กลุ่มประชากรที่เกิดในช่วง พ.ศ. 2540 – 2555 ซึ่งกลุ่มประชากรของวัยนี้เติบโตมาพร้อมกับสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ มากมาย จึงทำให้มีความสามารถในการใช้งานเทคโนโลยีทีมีความทัยสมัยต่าง ๆ ได้อย่างรวดเร็ว ใช้การติดต่อสื่อสารผ่านอินเทอร์เน็ตเป็นหลัก มีการเปิดกว้างทางความคิดมากขึ้นและสามารถยอมรับวัฒนธรรมที่แตกต่างกันได้มากขึ้นจากการรับข้อมูลข่าวสารทางโลกออนไลน์

และทำให้มีความเป็นตัวเองสูงมากขึ้น กล้าแสดงออก สามารถทำงานหลายอย่างได้พร้อมกัน กล้าที่จะเรียนรู้การเป็นมนุษย์หลายงาน เป็นคนที่มีความสามารถที่หลากหลาย อีกทั้ง ยังเป็นกลุ่มคนที่ให้คุณค่ากับการรักตัวเองเป็นอย่างมาก และมองความสำเร็จของตัวเองจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมันมาจากความชอบใจหรือความพอใจของตัวเองเป็นหลัก ไม่ยึดติดเรื่องการทำงานที่มั่นคง แต่จะมองหาช่องทางในการลงทุนต่าง ๆ ที่จะพาไปสู่ความสำเร็จ

ทางลัดสู่ความสำเร็จฉบับ Gen Z

ทางลัดสู่ความสำเร็จฉบับ Gen Z

ด้วยความที่คน Gen Z มักจะทำตามใจตัวเองเป็นหลัก มองหาคุณค่าของการใช้ชีวิต จึงมักที่จะเลือกออกเดินทางท่องเที่ยวเพื่อตามหาความหมายของชีวิต และสร้างรายได้เพื่อเพื่อนำไปใช้ตามหาความฝันของตัวเอง ทำให้คนวัย Gen Z หันมาศึกษา และเรียนรู้เรื่องการลงทุนทางการเงินมากยิ่งขึ้น อีกทั้ง ยังเรียนรู้ในการลงทุนรูปแบบต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการทำธุรกิจส่วนตัว การเทรดหุ้น การลงทุนกับกองทุนรวม และกองทุนอื่น ๆ

ซึ่งด้วยความเป็นคนวัย Gen Z ที่มักจะใช้เงินไปกับความชอบ และการใช้ชีวิตเป็นหลัก ดังนั้น เงินที่คนวัยนี้จะนำมาลงทุน จึงเป็นเงินที่ไม่ได้ก้อนใหญ่มาก แต่ทุกการลงทุนพวกเขาได้ทำการศึกษา และเรียนรู้มาเป็นอย่างดี เพื่อให้เกิดกำไรที่งอกเงยได้อย่างรวดเร็ว โดยไม่ต้องลงทุนมากมายก็สามารถนำเงินที่ได้ไปใช้เพื่อเป้าหมายของชีวิตได้แล้ว

โดยกองทุนที่เหมาะกับคนวัยนี้ มักจะเป็นกองทุนรวม ซึ่งจะเป็นการลงทุนสำหรับคนที่ไม่มีเงินลงทุนมาก ไม่มีเวลาในการติดตามผลในการลงทุน และจะมีผู้จัดการกองทุนเข้ามาเป็นตัวกลาง ทำหน้าที่ในการบริหารจัดการเงินทุนให้งอกเงยแทน และคุณก็จะรอรับผลตอบแทนจากการลงทุนนั่นเอง ทั้งนี้ กองทุนรวมที่เหมาะกับวัย Gen Z จะอยู่ในกลุ่มของกองทุนหุ้น กองทุนที่ลงทุนในต่างประเทศ และกองทุน Thematic ต่าง ๆ นั่นเอง

มารู้จักกับ กองทุนที่เหมาะกับ Gen Z

มารู้จักกับ กองทุนที่เหมาะกับ Gen Z

กองทุนรวมที่เหมาะกับ Gen Z กองทุนที่ 1 กองทุนหุ้น

กองทุนรวมหุ้นจะเป็นการที่คุณนำเงินไปลงทุนกับในหุ้นตามนโยบายต่าง ๆ ของกองทุนที่คุณเลือกซื้อ โดยกองทุนหุ้นที่คุณซื้อไปจะต้องมีการศึกษาผลประกอบการย้อนหลังในตลาดหลักทรัพย์เป็นอย่างไร ความเสี่ยงที่คุณยินยอมรับ และเงินที่ต้องใช้ในการลงทุนขั้นต่ำเริ่มต้นที่เท่าไหร่ ซึ่งกองทุนหุ้นที่น่าสนใจ จะเป็นประเภทของ Healthcare , พลังงงาน หรือเทคโนโลยี เป็นต้น

กองทุนรวมที่เหมาะกับ Gen Z กองทุนที่ 2 กองทุนที่ลงทุนในต่างประเทศ

กองทุนรวมที่ลงทุนในต่างประเทศจะเป็นการที่คุณนำเงินไปลงทุนในหลักทรัพย์หรือสินค้าทางการเงินต่าง ๆ ของต่างประเทศ โดยมีนโยบายการลงทุนในสินทรัพย์ต่าง ๆ ที่สามารถสร้างผลตอบแทนจากการลงทุนสูงกว่าการที่คุณลงทุนกองทุนรวมในประเทศนั่นเอง อาทิ การลงทุนในกลุ่มอุตสาหกรรมต่าง ๆ , ทองคำ หรือน้ำมันในต่างประเทศ เป็นต้น

กองทุนรวมที่เหมาะกับ Gen Z กองทุนที่ 3 กองทุน Thematic

การลงทุนในกองทุนรวมที่จะเน้นการลงทุนตามกระแสหลักของโลก ที่มีแนวโน้มว่าจะสูงขึ้นเรื่อย ๆ ในระยะยาว อาทิ การลงทุนในกลุ่มของเทคโนโลยี , อุตสาหกรรม หรือ Healthcare หรือ จะเรียนรู้เกี่ยวกับการลงทุน กองทุน SSF ซึ่งถือว่า ก็น่าลองสำหรับการวางอนาคตแบบยาว ๆ เป็นต้น

กองทุน SSF กองทุนเพื่อการออม ตัวช่วยในการลดหย่อนภาษี

ปัจจุบันมีกองทุนมากมาย ที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อให้เรานั้นได้เลือกลงทุน ซึ่งกองทุน SSF เป็นกองทุนกองใหม่ที่จะมาแทน LTF ในปีนี้ ใช้ชื่อว่า “SSF” ซึ่งเป็นกองทุนที่ช่วยในการลดหย่อนภาษี ซึ่งต้องบอกว่าเป็นอีกหนึ่งกองทุนที่น่าลงทุนมากเช่นกัน เพราะเหมาะมากกับคนสมัยนี้ เพราะการลงทุนแบบนี้ล้วนลงทุนเพื่อที่จะได้ผลตอบแทนที่งอกเงย ดังนั้นตามเรามาดูกันว่า กองทุน SSF จะเป็นยังไงและมีดีอย่างไร

กองทุน SSF คืออะไร?

กองทุน SSF (Super Saving Funds) คือ หากจะต้องพูดถึงกองทุนรวมนั้นแน่นอนว่ามีหลากหลายประเภทอย่างมาก ซึ่งหนึ่งในกองทุนที่น่าลงทุนก็คือ กองทุนเพื่อการออม ซึ่งเป็นหนึ่งในกองทุนรวมเพื่อส่งเสริมการออมระยะยาว พิเศษกว่ากองทุนรวมทั่วไปตรงที่รัฐบาลอนุญาตให้สามารถนำจำนวนเงินที่ซื้อกองทุน SSF มาหักลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาได้ เริ่มต้นตั้งแต่ปี 2563 เป็นต้นไป โดยจะลดหย่อนแบบปีต่อปี ซื้อปีไหน ก็ลดหย่อนปีนั้น ในช่วงระยะเวลาปี 2563-2567

กองทุน SSF คืออะไร?

SSF ลงทุนในอะไรบ้าง

หลัวจากที่ทำความรู้จักกับการลงทุนแบบ SSF กันแล้ว หลายคนอาจจะสงสัยกันว่าการลงทุนแบบ SSF ต้องลงทุนแบบไหน ซึ่งจะต้องลงทุนในหลักทรัพย์ทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นหุ้นไทย หุ้นต่างประเทศ ตราสารหนี้ กองทุนรวมผสม ฯลฯ ซึ่งมีความยืดหยุ่นมากกว่า LTF ที่กำหนดให้ลงทุนในหุ้นสามัญภายในประเทศไทย

สิทธิประโยชน์

แน่นอนว่าว่าการลงทุนทุกการลงทุนนั้นจะต้องมีประโยชน์ ซึ่งวันนี้เราจะมาบอกประโยชน์ของการลงทุนแบบ Super Saving Funds การลงทุนแบบนี้ สามารถนำเงินลงทุนไปลดหย่อนภาษีได้ไม่เกิน 30% ของเงินได้และไม่เกิน 200,000 บาท โดยเมื่อรวมกับกองทุนการออมเพื่อการเกษียณอายุอื่น ๆ (เช่น กองทุน RMF กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ กองทุนสงเคราะห์ตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชน กองทุนการออมแห่งชาติ หรือเบี้ยประกันภัยสำหรับการประกันชีวิตแบบบำนาญ) ต้องไม่เกิน 500,000 บาท ไม่กำหนดจำนวนขั้นตํ่าในการซื้อต่อปี และไม่บังคับซื้อต่อเนื่อง

ข้อเสีย

  • เงื่อนไขการขายคืนหน่วยลงทุนเพิ่มเป็น 10 ปีนับจากวันที่ซื้อ ต่างจาก LTF เดิมคือ 7 ปี
  • ให้ประโยชน์ลดหย่อนภาษีเพียง 5 ปี (2563-2567) โดยหลังจากนั้นการคลังจะพิจารณาอีกที
กองทุน SSF ต่างจาก ssfx

SSF ต่างจาก SSFX อย่างไร

อย่างที่บอกให้ทุกคนทราบว่าการลงทุนในปัจจุบันมีให้เรานั้นเลือกหลากหลายมาก ซึ่งหนึ่งในการลงทุนก็คือการลงทุนแบบ SSFX ซึ่งเชื่อว่า หลาย ๆ คนน่าจะเคยน่ายินการลงทุนแบบนี้ ซึ่งทั้งสองการลงทุนทั้งสองนั้นมีความใกล้และคล้ายคลึงกันอย่างมาก  ดังนั้นเราจะมาบอกว่า SSF ต่างจาก SSFX อย่างไร ตามมาดูกัน

  • สามารถลงทุนใน SSFX แค่ระหว่างช่วงวันที่ 1 เม.ย. – 30 มิ.ย. เท่านั้น
  • ลดหย่อนภาษีจาก SSFX ได้ไม่เกิน 200,000 บาท โดยไม่มีข้อจำกัดเรื่องเงินได้ และไม่ถูกนำไปนับรวมกับกองทุนการออมเพื่อการเกษียณอายุอื่น ๆ
  • กองทุน SSFX ลงทุนแค่ในหุ้นไทยเท่านั้น โดยมีสัดส่วนไม่น้อยกว่า 65% ของมูลค่า NAV ทั้งหมด
  • ส่วนที่เหมือนกับ SSF คือเงื่อนไขการขายคืนหน่วยลงทุน นั่นคือต้องถือ 10 ปีนับจากวันที่ซื้อ
  • ไม่มีขั้นต่ำในการซื้อ
  • ถ้าซื้อ SSFX ไปจนปีนี้ไม่ต้องจ่ายภาษีแล้ว ก็ไม่ต้องซื้อ SSF แล้วก็ได้

และทั้งหมดนี้ก็คือ กองทุน Super Saving Funds กองทุนเพื่อการออม ตัวช่วยในการลดหย่อนภาษี เพราะเชื่อว่าทุกคนนั้นจะต้องมีการเสียภาษีอย่างแน่นอน ซึ่งการลงทุนแบบนี้ เป็นอีกหนึ่งการลงทุนที่ดีเลย เพราะถ้ากหากใครที่เสียภาษีบ่อยการลงทุนแบบเป็นอะไรที่น่าลงทุนอย่างมาก เรียกได้ว่า เป็นอีกหนึ่งวิธีออมเงินที่ดีไม่น้อย ดูวิธีการออมเงินเพิ่มเติมได้ที่ 5 วิธีออมเงินให้ได้ผลกำไร

5 วิธีออมเงินให้ได้ผลกำไร สำหรับมือใหม่หัดออม

การออมเงิน เป็นสิ่งที่ควรทำอย่างมาก เพราะเงินออมนั้นสามารถช่วยให้เรามีเงินใช้จ่ายในช่วงฉุกเฉินได้ ซึ่งการออมเงินแบบธรรมดานั้น จะทำให้คุณมีความมั่นคงในด้านการเงิน แต่สำหรับใครที่อยากจะขยับขยายเงินออมของเราให้เพิ่มมากขึ้น การลงทุน ก็เป็นหนึ่งวิธีที่น่าสนใจ สำหรับมือใหม่ที่เริ่มออมนั้น อาจจะอยากรู้ว่ามีวิธีไหนบ้างที่จะเพิ่มยอดเงินของเราได้ 5 วิธีออมเงินให้ได้ผลกำไร สำหรับมือใหม่หัดออม เป็นวิธีออมเงินที่จะช่วยทำให้เงินของเรางอกเงยมากขึ้น ที่มือใหม่ควรรู้

รวมวิธีออมเงินแบบได้กำไร

1. บัญชีเงินออมดิจิทัล

ปัจจุบันโลกออนไลน์ สามารถทำธุรกรรมทางการเงินได้อย่างหลากหลาย ไม่ว่าจะโอน ซื้อ ขายต่าง ๆ รวมไปถึง การเปิดบัญชีเงินฝาก ที่เราไม่จำเป็นที่จะต้องไปที่ธนาคาร สำหรับใครที่อยากจะออมเงินให้ได้เยอะ ๆ นั้น การเปิดบัญชีเงินออมดิจิทัล จะช่วยทำให้การออมเงินของคุณสะดวกมากขึ้น บัญชีเงินออมดิจิทัล คือ บัญชีออมทรัพย์แบบไม่มีสมุดคู่ฝาก(Book Bank) ซึ่งบัญชีดังกล่าวจะได้รับดอกเบี้ยประมาณ 0.5-1.5% สามารถฝาก ถอน โอนได้ ผ่านระบบออนไลน์ โดยในหลายธนาคารไม่มีเงื่อนไขขั้นต่ำในการฝาก ใครที่อยากได้ดอกเบี้ยมากกว่าเงินฝากออมทรัพย์ทั่วไป หากคุณเริ่มฝากที่ 1,000 บาท เมื่อคิดดอกเบี้ย 0.5% จะได้ดอกเบี้ยแล้วประมาณ 5 บาท ใครที่อยากจะเปิดบัญชีเพื่อเก็บเงินแบบไม่ยุ่งยาก แถมยังได้เงินที่เพิ่มมากขึ้นก็ลองวิธีนี้ดูได้

ออมเงินแบบได้กำไร ด้วยการเปิดบัญชีเงินออมดิจิทัล

2. เงินฝากประจำแบบปลอดภาษี

สำหรับใครที่อยากจะลงทุน เพิ่มกำไรให้กับตัวเอง การลงทุนที่มีความเสี่ยงน้อยอย่าง การออมเงิน ก็สามารถทำได้โดยการ เปิดบัญชีเงินฝากประจำแบบปลอดภาษี หลาย ๆ คนอาจจะเคยได้ยินการเปิดบัญชีแบบนี้กันมาแล้ว นอกจกาจะช่วยเพิ่มดอกเบี้ยให้กับเงินฝากแล้ว ยังช่วยเพิ่มวินัยในการฝากเงินอีกด้วย โดยในปัจจุบันเริ่มต้นเงินฝากขั้นต่ำตั้งแต่ 500 หรือ 1,000 บาท มีอัตราดอกเบี้ยอยู่ในช่วงประมาณ 1.25-2.30% ซึ่งต้องฝากเงินอย่างสม่ำเสมอทุกเดือนในจำนวนที่เท่ากัน มีกรอบเวลา 24 เดือน หรือ 36 เดือน ข้อดีคือไม่ต้องเสียภาษี แต่จำกัดการเปิดบัญชี 1 คนต่อ 1 บัญชีเท่านั้น เหมาะสำหรับมือใหม่หัดออมที่อยากจะมีเงินเก็บเยอะ ๆ ซึ่งแต่ละธนาคารนั้น ก็จะมีดอกเบี้ยที่แตกต่างกันไป

3. เงินฝากประจำทั่วไป

การเก็บเงินออมเป็นเงินสด อาจจะทำให้เงินของคุณงอกเงยขึ้นยาก การเปิดบัญชีเงินฝากประจำทั่วไป ถึงแม้จะมีดอกเบี้ยที่น้อยคุณก็จะได้ดอกเบี้ยในทุก ๆ ปี ใครที่เป็นมือใหม่สำหรับการออมเงินนั้น บัญชีเงินฝากประจำทั่วไปเหมาะสำหรับทั้งการออมเงิน และการทำธุรกรรมต่าง ๆ โดยในปัจจุบันแต่ละธนาคารก็จะมีเงินขั้นต่ำ สำหรับการเปิดบัญชี 1,000 บาท  ซึ่งอัตราดอกเบี้ยอยู่ในช่วงประมาณ 0.5-1.5% โดยต้องฝากเงินอย่างสม่ำเสมอทุกเดือนในจำนวนที่เท่ากัน มีกรอบช่วงเวลาตั้งแต่ 3 เดือนจนถึง 48 เดือน ขึ้นอยู่กับธนาคารแต่ละแห่งกำหนด เงื่อนไขคือต้องเสียภาษีดอกเบี้ย ณ ที่จ่ายประมาณ 15% แต่ข้อดีคือ 1 คนสามารถเปิดบัญชีประเภทดังกล่าวได้มากกว่า 1 บัญชี ใครที่อยากจะออมเงินได้อย่างมีวินัยก็ต้องใช้วิธีนี้

4. สลากออมทรัพย์

อีกหนึ่งการลงทุนที่ได้รับความนิยมอย่างมาก และมีความเสี่ยงที่ไม่สูง สำหรับคนที่เพิ่งเริ่มออมาเงินและอยากจะทำให้เงินของตัวเองงอกเงยนั้น สามารถลงทุนกับ สลากออมทรัพย์ ได้ หากคุณมีงบอยู่ 1,000 บาท สามารถลงทุนกับสลากออมทรัพย์ ได้ทั้ง ธนาคารออมสิน ,ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) โดยระยะเวลาลงทุนประมาณ 1 ปีขึ้นไป เพื่อลุ้นถูกรางวัลในแต่ละเดือน

หรือตามเงื่อนไขของสลากแต่ละรุ่นกำหนด สามารถซื้อเพียงครั้งเดียวหรือเพิ่มหลายครั้ง ซึ่งผลตอบแทนคือลุ้นการถูกสลากรางวัล โดยกรอบเงินรางวัลมีตั้งแต่ 20 บาท ถึง 10 ล้านบาท แถมสลากบางรุ่นยังมีดอกเบี้ยให้อีกด้วย เรียกได้ว่าเป็นการลงทุนที่มีแต่ได้กับได้

ออมเงินแบบได้กำไร ด้วยการลงทุนสลากออมทรัพย์

5. กองทุนรวม

ใครที่เป็นวัยทำงานอาจจะเคยได้ยิน กองทุนรวม กันมาบ้าง ซึ่งกองทุนรวมเป็นอีกหนึ่งการลงทุนความเสี่ยงน้อย และสามารถลงทุนด้วยงบน้อยได้ ซึ่งกองทุนรวมก็มีหลายประเภทให้ได้เลือกตามความสนใจของเรา ทั้งยังมีคนจัดการให้ตลอด อย่างผู้จัดการกองทุนมาบริการเงินให้ ซึ่งมีกองทุนให้เราเลือกมากมาย ทั้งหุ้น ตราสารหนี้ ทองคำ อสังหาริมทรัพย์ และการลงทุนในตลาดต่างประเทศ ซึ่งบางแห่งมีเงินแค่ 1 บาทก็สามารถลงทุนได้แล้ว

โดยแต่ละกองจะกำหนดเงื่อนไขความเสี่ยงของผู้ลงทุนในระดับที่รับได้ แบ่งเป็น 8 ระดับซึ่งมีตั้งแต่เสี่ยงน้อยมาก ไปจนถึงความเสี่ยงสูงมาก ในส่วนของผลตอบแทนนั้นบางกองอาจได้กลับมาในระดับ 5-10% ต่อปี เทียบเงินต้น 1,000 บาทจะได้ผลตอบแทนประมาณ 50-100 บาท  หรืออาจมากกว่า 50% ต่อปี แต่ก็มีความเสี่ยงที่เงินต้นจะหายเช่นกัน ดังนั้น ควรศึกษาให้ดี ๆ ใครที่เป็นมือใหม่ ก็ลองเลือกกองทุนที่มีความเสี่ยงต่ำมากก่อนได้

ขอแนะนำกองทุนรวม อีกหนึ่งกองทุนที่น่าสนใจที่จะช่วยในเรื่องของการลดหย่อนภาษี อย่าง กองทุน SSF กองทุนเพื่อการออม

การออมเงินนั้นจะทำให้เรามีเงินเก็บ ไว้ใช้ในยามฉุกเฉินได้ แต่หากเราออมเงินไว้เฉย ๆ เงินของเราก็จะไม่มีวันงอกเงยได้ ใครที่อยากจะให้เงินออมงอกเงยนั้น สามารถนำเงินไปลงทุนได้ โดยการลงทุนในปัจจุบันนั้นก็สามารถทำได้หลายช่องทาง และสามารถใช้งบหลักพันได้ 5 วิธีออมเงินให้ได้ผลกำไร สำหรับมือใหม่หัดออม เป็นตัวช่วยการออมเงินให้ได้กำไรเพิ่มสำหรับคนเริ่มลงทุน

สำหรับใครที่กำลังเก็บออมเงิน และวางแผนการเงินอยู่นั้น สิ่งที่จะช่วยอำนวยความสะดวกของคุณในด้านการเงินได้หลาย ๆ เรื่อง คือ แอพช่วยจัดการการเงิน ซึ่งในปัจจุบันนี้นั้นมีแอพที่ช่วยจัดการการเงิน ทำธุรกรรมต่าง ๆ ได้มากมาย ไม่ว่าจะเป็นการคำนวณรายรับ-รายจ่าย ภาษี หรือแม้แต่การลงทุน ที่จะช่วยให้คุณใช้ชีวิตสะดวกขึ้น

น้องวัยเรียนคนไหนที่อยากจะเก็บออมเงินให้ได้เยอะ ๆ นั้น ก่อนที่จะไปเปิดบัญชีต่าง ๆ น้อง ๆ จะต้องมีวินัยในการออมเงินเสียก่อน ซึ่งวัยเรียนสามารถเริ่มออมเงินและจัดการการเงินของตัวเองได้ง่าย ๆ 7 วิธีออมเงินให้ได้ผลฉบับวัยเรียนหัดออม ที่จะช่วยให้น้อง ๆ มีวินัยในการออม และออมเงินได้จริง ๆ

7 วิธีออมเงินให้ได้ผลฉบับวัยเรียนหัดออม

การออมเงิน สามารถทำได้ทุกเพศทุกวัย ไม่ว่าจะเป็นวัยทำงาน หรือแม้แต่วัยเรียน ที่ยังไม่ได้มีรายได้มาก การออมเงินสำหรับน้อง ๆ วัยเรียนนั้น หากต้องการออมเงินให้ได้ผล มีเงินเก็บที่สามารถนำไปใช้ได้ ก็ต้องมีวินัยในการออม และต้องวางแผนการเงินให้เป็น ซึ่งวิธีออมเงินง่าย ๆ ที่วัยเรียนสามารถทำได้ก็มีอยู่หลายวิธี 7 วิธีออมเงินให้ได้ผลฉบับวัยเรียนหัดออม รวมวิธีออมเงินที่เหมาะกับน้อง ๆ วัยเรียนสามารถทำได้จริง และทำได้ง่าย

ออมเงิน 7 วิธี ฉบับวัยเรียนหัดออม

1. เก็บเหรียญ

สำหรับน้อง ๆ นักเรียนที่กำลังต้องการเก็บเงินให้ได้ผลนั้น การค่อย ๆ ออมเงินจะเหมาะกับวัยเรียนมากกว่า หลาย ๆ คนที่มักจะได้เงินเป็นรายวัน หรือรายสัปดาห์ หากต้องการเก็บออมเงินเรื่อย ๆ แบบไม่ได้ใช้เร่งด่วน การเก็บเหรียญ เป็นสิ่งที่ตอบโจทย์มาก ในแต่ละวันเราน่าจะมีเหรียญ 5 หรือ 10 เหลือติดกระเป๋ากัน วิธีออม คือ ให้เก็บเหรียญทั้งหมดที่เหลือหยอดกระปุก แค่นั้นเอง พอถึงสิ้นปีก็ค่อยมานับรวมยอด หรืออาจจะตั้งเป้าว่าหยดวันละ 10 บาทก็ย่อมได้ ซึ่งเมื่อเราเปิดกระปุกมานำเมื่อครบปีก็อาจจะทำให้เรามีเงินจำนวนมากได้

7 วิธีออมเงินให้ได้ผลฉบับวัยเรียนหัดออม - เก็บเหรียญ

2. ออมวันละ 20

ใครที่อยากจะลองออมเงินแบบง่าย ๆ ดู การออมเงินวันละ 20 บาท ก็เป็นตัวเลือกในการฝึกวินัยการออมที่ดี เพราะเป็นจำนวนที่ไม่ได้มากไป และไม่ได้น้อยไปสำหรับวัยเรียน การฝึกออมเงินแบบนี้ จะทำให้เรามีวินัยในการออมและการใช้จ่ายมากขึ้น แถมยังได้เงินเก็บเยอะด้วย

3. เก็บเงินตามวันที่

เรียกได้ว่าเป็นวิธีออมเงินที่ได้รับความนิยมมาก ทั้งยังเก็บออมได้ดี คือ การเก็บเงินตามวันที่ ที่เราสามารถทำตามได้ง่าย ๆ ยิ่งวัยเรียนน่าจะชื่นชอบวิธีนี้กัน โดยจะเริ่มเก็บเงินตามวันที่ไปเรื่อย ๆ เช่น วันที่ 1 ก็ออม 1 บาท วันที่ 2 ก็ออม 2 บาท ไปเรื่อย ๆ จนหมดเดือน เราก็จะมีเงินเก็บทุกวัน และเมื่อครบปีก็มีเงินเก็บไว้ซื้อของที่ต้องการได้

4. เก็บแบงก์ 50

วิธีนี้เป็นวิธียอดนิยมของทุก ๆ วัน คือ เก็บแบงก์ 50 การเก็บแบงค์ 50 นั้นให้เราออมเฉพาะในวันที่เราได้แบงค์ใบละ 50 บาทมา ที่คนนิยมใช้วิธีนี้ เพราะแบงค์50 บาทนั้นหาได้ยากมาก หลายๆ คนมักจะใช้แบงค์ 20 หรือเหรียญกันซะมากกว่า น้อง ๆ วัยเรียนสามารถใช้วิธีนี้ควบคู่กับการออมเงินแบบอื่นได้ ก็จะทำให้เรามีเงินเก็บที่เพิ่มขึ้น

ออมเงิน 7 วิธี ฉบับวัยเรียนหัดออม - เก็บเงินตามวันที่

5. พกเงินเท่าที่ใช้

การพกเงินเท่าที่ใช้ เป็นการจัดการเงินที่หลาย ๆ คนแม้ไม่ใช่วัยเรียนก็สามารถทำได้ แต่วิธีนี้จะต้องวางแผนการเงินไว้อย่างรัดกุมมาก และต้องรู้ค่าใช้จ่ายของตัวเองในแต่ละวันด้วย ไม่ว่าจะ ค่ารถ ค่าอาหาร หรือค่าอื่น ๆ เพราะหากเราทราบค่าใช้จ่ายที่ชัดเจน เราก็จะสามารถจัดแจงเงินสำหรับพกไปได้  วิธีนี้จะช่วยให้เราเก็บเงินได้เร็วขึ้นเพราะไม่มีโอกาสให้ใช้จ่ายฟุ่มเฟือย  

แถมถ้าเราสามารถลดการซื้อขนมลงก็จะเหลือเงินมาหยอดกระปุกเพิ่มอีกด้วย แนะนำว่าให้พกเงินฉุกเฉินซ่อนเอาไว้ในกระเป๋าตังด้วย เผื่อมีเหตุการณ์ที่ต้องใช้เงินมากกว่าที่เตรียมไว้ อย่างนั่งรถเลยป้าย ขึ้นรถผิดสาย ต้องจ่ายค่างานกลุ่ม ใครที่อยากจะเริ่มจัดการการเงินตัวเองนั้น สามารถลองวิธีนี้ได้

6. กินเท่าไหร่ จ่ายเท่านั้น

วิธีเก็บเงินวิธีนี้เหมาะมาก ๆ สำหรับใครที่เป็นสายกิน ที่ชอบซื้อของกินจุกจิกตลอดเวลา หากเราต้องการที่จะออมเงิน การลดการกินขนมจุกจิกลงก็สามารถช่วยได้ แต่ถ้าลดยังไม่ได้นั้น วิธีกินเท่าไหร่ จ่ายเท่านั้น ก็ตอบโจทย์อย่างมาก วิธีนี้สามารถทำได้โดยเมื่อเราซื้ออาหารหรือขนมอะไรที่เกินงบที่ตั้งไว้ ต้องหยอดเงินลงกระปุกตามจำนวนที่กินไป

เช่น ตั้งงบการกินไว้ว่าในหนึ่งมื้อห้ามเกิน 50 บาท แต่วันนี้ซื้อของกินจุจิกไป 100 บาท ก็ต้องออมเงิน 100 บาท นอกจากจะทำให้เก็บเงินได้แล้ว ยังลดการกินจุกจิก ลดน้ำหนักได้อีกด้วย

7. ทำบัญชีรายรับรายจ่าย

ถึงแม้ว่าวิธีนี้จะเป็นวิธีที่ดูจะต้องใช้ความมีระเบียบวินัย หรือเป็นวิธีแบบเก่า แต่ การทำบัญชีรายรับรายจ่าย จะช่วยให้เราสามารถรู้ได้ว่า เรามีรายรับเท่าไหร่ และมีรายจ่ายอะไรบ้าง ซึ่งการที่เรารู้จำนวนของค่าใช้จ่าย จะทำให้เราสามารถวางแผนการเงินและการออมได้ดีขึ้น ซึ่งปัจจุบันก็มีแอพบันมึกรายรับรายจ่ายที่น่ารัก ใช้งานง่าย สะดวกสบายมาก ๆ มาให้หลายๆ  คนได้ลองโหลดมาใช้

7 วิธีออมเงินให้ได้ผลฉบับวัยเรียนหัดออม - ทำบัญชีรายรับรายจ่าย

วัยเรียนที่อยากจะลองเก็บเงินให้ได้เยอะ ๆ หรืออาจะลองเก็บเงินเพื่อที่จะนำไปซื้อของที่เราต้องการโดยไม่ต้องขอพ่อกับแม่นั้น การออมเงินก็สามารถทำได้หลายวิธี เป็นวิธีที่ง่าย ไม่ลำบากในการออมแน่นอน 7 วิธีออมเงินให้ได้ผลฉบับวัยเรียนหัดออม จะช่วยให้เรามีเงินเก็บตามที่เราต้องการ แถมยังช่วยฝึกวินัยการออมเงิน การใช้จ่ายอีกด้วย

การออมแบบนี้นั้นสามารถทำได้ทั้งเด็ก ๆ วัยเรียน และผู้มใหญ่วัยทำงาน สำหรับใครที่อยากจะเก็บเงินสำหรับซื้อบ้าน ซื้อรถ นั้นสามารถใช้วิธีนี้ได้ หรือจะใช้ควบคู่ไปกับ การกู้สินเชื่อ ได้ ก่อนที่เราจะไปกู้สินเชื่อคุณจะต้องรู้จักข้อมูลเกี่ยวกับสินเชื่อ ไม่ว่าจะเป็น เงื่อนไข รูปแบบสินเชื่อ หรือดอกเบี้ยต่าง ๆ ใครที่อยากจะรู้จักสินเชื่อมากขึ้น อ่านเพิ่มได้ที่ https://lipetogo.com/get-know-different-types-loan-interest/

รู้จักกับดอกเบี้ยแบบต่าง ๆ ของสินเชื่อก่อนที่จะกู้สินเชื่อ

การกู้สินเชื่อนั้น สิ่งที่คุณควรจะทำความเข้าใจนอกจากความหายของสินเชื่อ แล้ว อัตราดอกเบี้ยของสินเชื่อแต่ละประเภทก็เป็นสิ่งที่ผู้กู้ควรรู้จักเช่นเดียวกัน ในปัจจุบันนั้น อัตราดอกเบี้ยในการกู้สินเชื่อมีอยู่หลายประเภท ซึ่งบางประเภทก็มีกฎเกณฑ์ที่ตายตัว บางประเภทก็ต้องขึ้นอยู่กับสถานการณ์เศรษฐกิจในช่วง ๆ นั้น สินเชื่อ แต่ละประเภทนั้นก็จะมีอัตราดอกเบี้ยที่ต่างกันออกไป รู้จักกับดอกเบี้ยแบบต่าง ๆ ของสินเชื่อก่อนที่จะกู้สินเชื่อ เป็นตัวช่วยให้คุณทำความเข้าใจเกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ยแต่ละประเภทของสินเชื่อ เพื่อช่วยให้คุณได้วางแผนการเงินล่วงหน้าได้

รู้จักกับดอกเบี้ยแบบต่าง ๆ ของสินเชื่อก่อนที่จะกู้สินเชื่อ

1. อัตราดอกเบี้ยแบบลดต้นลดดอก (Effective Rate)

สำหรับใครที่เป็นสนใจในเรื่องของสินเชื่อนั้น อาจจะต้องเคยได้ยินเกี่ยวกับ อัตราดอกเบี้ยกันมาบ้าง ซึ่งอัตราดอกเบี้ยนั้นก็มีอยู่หลายประเภท อย่าง อัตราดอกเบี้ยแบบลดต้นลดดอก เป็นอัตราดอกเบี้ยของสินเชื่อส่วนบุคลลที่หลาย ๆ คนน่าจะคุ้นเคยกันดี เมื่อคุณชำระเงินต้นคืนไปมากเท่าไหร่จำนวนเงินต้นคงเหลือที่นำมาคำนวณดอกเบี้ยก็จะยิ่งน้อยลง ยิ่งเงินต้นเหลือน้อยเท่าไหร่อัตราดอกเบี้ยก็จะถูกลงตามไปด้วยเท่านั้น โดยดอกเบี้ยจะถูกคิดคำนวณเป็นรายวันจากเงินต้นที่เหลือในแต่ละเดือน ดอกเบี้ยประเภทนี้จะเป็นดอกเบี้ยของสินเชื่อส่วนบุคคลและบัตรกดเงินสด เรียกได้ว่าเป็นอัตราดอกเบี้ยที่ธนาคารหลาย ๆ ที่ก็มักจะนิยมใช้

รู้จักกับดอกเบี้ยแบบต่าง ๆ ของสินเชื่อก่อนที่จะกู้สินเชื่อ - อัตราดอกเบี้ยแบบลดต้นลดดอก (Effective Rate)

2. อัตราดอกเบี้ยแบบคงที่ (Fixed Rate)

อัตราดอกเบี้ยที่มักจะพบได้ในสินเชื่อของรถยนต์นั้น คือ อัตราดอกเบี้ยแบบคงที่ ก็เป็นอัตราดอกเบี้ยที่ทุกอย่างถูกกำหนดไว้แบบตายตัว มีการคำนวณทุกอย่างมาเสร็จสรรพแล้ว อย่าง งวดรถยนต์ แต่ละงวดนั้นธนาคารก็จะมีการคำนวณเงินต้นและดอกเบี้ยต่าง ๆ มาใหเสร็จสรรพ เพียงแค่คุณจ่ายให้ตรงเวลา อัตราดอกเบี้ยที่แบบคงที่นั้น จะถูกคำนวณให้เท่ากันในแต่ละเดือน และคงอยู่ตลอดอายุสัญญาเงินกู้ จะแตกต่างกับดอกเบี้ยแบบลดต้นลดดอกอยู่มาก เพราะไม่ว่าคุณจะโปะจ่ายเงินต้นให้ลดลงมากน้อยแค่ไหน แต่ดอกเบี้ยที่คุณได้รับนั้นจะไม่ได้ลดลงไป จะมีผลดีก็เพียงแค่ระยะเวลาในการผ่อนชำระจะหมดเร็วขึ้นเท่านั้น เพราะเป็นการคำนวณดอกเบี้ยแบบเบ็ดเสร็จตั้งแต่เริ่มสัญญา เป็นอีกหนึ่งรูปแบบอัตราดอกเบี้ยที่หลาย ๆ คนน่าจะเคยเจอ

3. อัตราดอกเบี้ยเงินกู้แบบลอยตัว (Floating Rate)

ดอกเบี้ยนั้นบางทีก็ขึ้นอยู่กับสภาวะเศรษฐกิจในช่วงนั้น สถาบันการเงินหลาย ๆ สถาบันจะเป็นคนกำหนดเงื่อนไขต่าง ๆ ของ อัตราดอกเบี้ยเงินกู้แบบลอยตัว ไว้ ซึ่งโดยส่วนมากแล้วอัตราดอกเบี้ยประเภทนี้มักจะพบได้ในสินเชื่อกู้บ้าน การกำหนดอัตราดอกเบี้ยให้เป็นไปตามสภาพของเศรษฐกิจในช่วงนั้น ๆ  ทำให้อัตราดอกเบี้ยแบบนี้ไม่สามารถคาดคะเนได้เลย ถ้าปีไหนดอกเบี้ยถูกลงคุณก็จ่ายและได้รับอัตราดอกเบี้ยที่ถูกลง ถ้าปีไหนดอกเบี้ยแพงคุณก็ต้องจ่ายดอกเบี้ยแพงขึ้นตามไปด้วย

ทั้งนี้อัตราการเปลี่ยนแปลงดอกเบี้ยนั้นจะขึ้นอยู่กับแต่ละธนาคาร เพราะแต่ละธนาคารก็มีอัตราดอกเบี้ยที่เปลี่ยนแปลงต่างกันไปขึ้นอยู่กับนโยบายของแต่ละธนาคาร ดังนั้น หากคุณต้องการที่จะกู้สินเชื่อบ้านก็ควรศึกษาธนาคาร หรือสถาบันการเงินหลาย ๆ  แห่งเพื่อใช้เป็นตัวเลือก

ตัวย่อ MLR, MOR, MRR คืออะไร

หลาย ๆ คนน่าจะมีข้อสงสัยเกี่ยวกับตัวย่อ MLR, MOR, MRR ที่เรามักจะเห็นกันในดอกเบี้ยสินเชื่อต่างๆ  ซึ่งแต่ละตัวย่อก็มีความหมายที่แตกต่างกัน แต่ความหมายโดยรวมของตัวย่อทั้ง 3 นั้น หมายถึง อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ที่ทางธนาคารใช้เป็นเกณฑ์ในการเรียกเก็บดอกเบี้ยเงินกู้จากลูกค้า โดยมีลักษณะเป็นดอกเบี้ยลอยตัวไปดูความหมายของแต่ละตัว ดังนี้

1. MLR หรือ Minimum Loan Rate

ตัวย่อเหล่านี้สามารถใช้แยกลูกค้าของแต่ละธนาคารไว้ตามสภาพคล่องทางการเงิน โดย MLR หรือ Minimum Loan Rate  นั้น คือ อัตราดอกเบี้ยที่ทางธนาคารเรียกเก็บจากลูกค้ารายใหญ่ ที่มีประวัติทางการเงิน และมีสภาพคล่องทางการเงินที่ดี เช่น มีประวัติทางการเงินที่ดี ไม่เสี่ยงต่อการล้มละลาย มีหลักทรัพย์เพียงพอในการค้ำประกัน และมีความมั่นคงในอาชีพหรือธุรกิจที่ประกอบการอยู่ เป็นต้น ซึ่งส่วนใหญ่มักใช้กับ สินเชื่อระยะยาวที่มีระยะเวลาในการผ่อนชำระแน่นอน ตายตัว เช่น สินเชื่อเพื่อการประกอบธุรกิจ และสินเชื่ออื่น ๆ ในทำนองเดียวกัน ซึ่งเป็นลูกค้าที่มีคุณภาพของธนาคารใครที่อยู่ในประวัติดีส่วนมากก็มักจะทำกการกู้สินเชื่อผ่าน

ดอกเบี้ยแบบต่าง ๆ - MLR หรือ Minimum Loan Rate

2. MOR หรือ Minimum Overdraft Rate

อีกหนึ่งตัวย่อที่หลาย ๆ คนน่าจะเคยได้ยินกันดี คือ MOR หรือ Minimum Overdraft Rate เป็นอีกหนึ่งการเก็บอัตราดอกเบี้ยของผู้กู้ที่ขอกูสูงกว่าปกติ ซึ่งกอัตราดอกเบี้ยนี้ จะเป็นเงื่อนไขของหลาย ๆ ธนาคาร MOR หมายถึง อัตราดอกเบี้ยที่ทางธนาคารเรียกเก็บจากลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี แต่ขอกู้วงเงินเกินบัญชี ดอกเบี้ยประเภทนี้จะคิดให้ก็ต่อเมื่อ ลูกค้าท่านนั้นมีประวัติการชำระเงินในรอบก่อน ๆ อย่างสม่ำเสมอ และมีความมั่นคงพอสมควร ธนาคารจะต้องพิจารณาในเรื่องความเสี่ยงในอนาคตเสมอ แม้ว่าจะเป็นลูกค้าชั้นดีก็ตาม ซึ่งอัตราดอกเบี้ยนี้จะขึ้นอยู่กับเงินที่คุณขอกู้

3. MRR หรือ Minimum Retial Rate

MRR หรือ Minimum Retial Rate  อัตราดอกเบี้ยที่พบมากที่สุด และเรียกเก็บในหลายๆ กรณี โดยอัตราดอกเบี้ยนี้ จะใช้กับสินเชื่อทั่ว ๆ ไป อย่าง สินเชื่อบ้าน ที่อยู่อาศัย หรือสินเชื่อเงินกู้ส่วนบุคคล โดย MRR หมายถึง อัตราดอกเบี้ยที่ทางธนาคารเรียกเก็บจากลูกค้ารายย่อยชั้นดี ซึ่งในกรณีนี้ทางธนาคารมักจะใช้ระยะเวลาในการตรวจสอบลูกค้านานพอสมควร ไม่ว่าจะเป็นประวัติในการชำระหนี้ หรือการใช้เครดิตต่างๆ ความมั่นคงทางอาชีพ หรือความมั่นคงทางการเงิน เป็นต้น เพื่อคาดเดาถึงศักยภาพของลูกค้าในการผ่อนชำระคืนในอนาคต เป็นอัตราการเก็บดอกเบี้ยที่พบบ่อยมากที่สุด

สำหรับใครที่สนใจเรื่องสินเชื่อ หรือต้องการที่จะกู้สินเชื่อต่าง ๆ นั้น ควรทำความเข้าใจ และศึกษาเกี่ยวกับประเภทของดอกเบี้ยให้ละเอียด เพราะสินเชื่อส่วนบุคคลนั้น ก็มีดอกเบี้ยอยู่หลายประเภทที่ทางธนาคารนั้นเรียกเก็บ รู้จักกับดอกเบี้ยแบบต่าง ๆ ของสินเชื่อก่อนที่จะกู้สินเชื่อ จะช่วยให้คุณวางแผนการเงินได้ดีขึ้น และช่วยให้คุณเข้าใจอัตราดอกเบี้ยประเภทต่าง ๆ มากขึ้น

หลาย ๆ คนอาจจะกู้สินเชื่อต่าง ๆ เพื่อมาใช้ในชีวิตประจำวันอย่าง กู้บ้าน รถ หรือลงทุนในธุรกิจต่าง ๆ แต่สำหรับใครที่ยังไม่อยากจะกู้ในช่วงนี้ แต่อยากจะมีธุรกิจส่วนตัว ก็มีธุรกิจหลายประเภทที่สามารถเปิดเองได้ง่าย ๆ โดยใช้เงินหลักพัน สำหรับใครที่กำลังจาหารายได้เสริมในช่วงนี้นั้น 5 ธุรกิจทำกำไรลงทุนงบหลักพัน สำหรับมือใหม่งบน้อย เหมาะมาก ๆ สำหรับคนที่เพิ่งเริ่มทำธุรกิจและมีต้นทุนน้อย

7 ธนาคารฝากประจำดอกเบี้ยสูง ธนาคารไหนดี ปี2564

การฝากประจำ เป็นทางเลือกสำหรับคนที่ต้องการจะเก็บเงิน เพื่อเป้าหมายในอนาคต เช่น ซื้อบ้าน ซื้อรถ หรือเป้าหมายอื่น ๆ เพราะการฝากประจำจะช่วยเราออมเงินได้แบบรัดกุม และทำให้เรามีวินัยในการออมเงินสุด ๆ หลาย ๆ คนที่อยากจะเปิดบัญชีฝากประจำนั้น อาจจะกำลังหาธนาคารที่มีดอกเบี้ยที่สูง หรือฝากเงินประจำ ธนาคารไหนดี เพราะตอนนี้มีธนาคารมากมายเปิดให้บริการ ดังนั้นเราจึงนำ 7 ธนาคารฝากประจำดอกเบี้ยสูง ธนาคารไหนดี ปี2564 มาเป็นตัวเลือกให้กับคนที่ต้องการฝากประจำได้ชั่งใจ และเลือกธนาคารที่เราถูกใจ และเหมาะกับเรามากที่สุด

7 ธนาคารฝากประจำดอกเบี้ยสูง ธนาคารไหนดี ปี2564

ฝากประจำคืออะไร?

หลาย ๆ คนที่อยากจะเริ่มออมเงินอาจจะสงสัยว่า การฝากประจำ คืออะไร และต่างอย่างไร กับ การฝากแบบออมทรัพย์ปกติ ซึ่ง ฝากประจำ คือ การนำเงินจำนวนหนึ่งไปฝากธนาคาร โดยที่จะต้องนำเงินจำนวนเท่ากันนี้ มาฝากเข้าบัญชีทุก ๆ เดือน ซึ่งจำนวนเงินขั้นต่ำในการฝากประจำก็ขึ้นอยู่กับแต่ละธนาคาร เมื่อถึงกำหนดระยะเวลาก็จะได้ดอกเบี้ยในอัตราพิเศษ ที่สูงกว่าการฝากในบัญชีออมทรัพย์หรือสะสมทรัพย์ทั่วไป โดยธนาคารจะเป็นผู้กำหนดระยะเวลาในการฝากเงิน

7 ธนาคารฝากประจำดอกเบี้ยสูง ธนาคารไหนดี ปี2564 - ฝากประจำคืออะไร?

เงื่อนไขของเงินฝากประจำ

การฝากประจำนั้นก็มีเงื่อนไขในการฝากเช่นกัน โดยแต่ละธนาคารจะมีเงื่อนไขของการฝากเงินทั้ง ผู้ที่สามารถฝากได้ จำนวนเงินขั้นต่ำ อัตราดอกเบี้ย ระยะเวลาในการฝาก โดย เงื่อนไขของการฝากประจำ ของธนาคารโดยส่วนมากคร่าว ๆ จะมีดังนี้ เงินฝากประจำทั่วไปสามารถฝากกี่ครั้งก็ได้ โดยเงินที่ฝากแต่ละครั้งจะนับช่วงเวลาครบกำหนดแยกกัน เช่น ฝากประจำ 3 เดือน ครั้งแรกเดือนมกราคม เงินก้อนนี้จะครบกำหนดในเดือนเมษายน ต้องฝากให้ครบกำหนดถึงจะได้รับดอกเบี้ยตามที่ธนาคารประกาศ หากผิดเงื่อนไข

เช่น ถอนเงินออกมาก่อน อาจไม่ได้รับดอกเบี้ย หรือได้รับดอกเบี้ยน้อยลง ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของธนาคารนั้น ๆ ดอกเบี้ยที่ได้รับจะต้องถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย 15% เช่น ถ้าอัตราดอกเบี้ย 1.00% จะได้รับดอกเบี้ยจริง 0.85% ต่อปี สำหรับใครที่สนใจการฝากประจำก็มาลองดูเงื่อนไขของแต่ละธนาคารได้ ดังนี้

ฝากประจำดอกเบี้ยสูง - เงื่อนไขของเงินฝากประจำ

ฝากประจำ ดอกเบี้ยสูง ธนาคารไหนดี

1. ธนาคารออมสิน

ธนาคารแรกที่เราจะมาแนะนำการฝากประจำนั่นก็คือ ธนาคารออมสิน ซึ่งธนาคารออมสินนั้น บุคคลธรรมดาอายุตั้งแต่ 7 ปีขึ้นไป และนิติบุคคลทุกประเภทสามารถฝากได้ มีอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำอยู่ที่ 0.50 – 0.75 % อัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำปลอดภาษี 1.30 % (ระยะเวลาฝากขั้นต่ำ 24 เดือน) โดยจะมีเงินฝากขั้นต่ำ 1,000 บาท ระยะเวลาในการฝาก 3 – 36 เดือน ฝากไม่ครบ 3 เดือน ไม่คำนวณดอกเบี้ยให้ สามารถถอนเงินได้ แต่ถ้ารายการฝากใดมียอดคงเหลือต่ำกว่า 1,000 บาท จะไม่คำนวณดอกเบี้ยให้

7 ธนาคารฝากประจำดอกเบี้ยสูง ธนาคารไหนดี ปี2564 - ธนาคารออมสิน

2. ธนาคารกรุงศรีอยุธยา

สำหรับการฝากประจำกับ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา นั้นมีเงื่อนไขดังนี้ บุคคลธรรมดาและนิติบุคคลสามารถฝากประจำได้ มีอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำอยู่ที่ 0.375 – 0.85 %  และมีอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำปลอดภาษี 1.30% สำหรับเงินฝากประจำปลอดภาษี 24 เดือน 1.25% (ระยะเวลาฝากขั้นต่ำ 24 เดือน)

สำหรับเงินฝากประจำปลอดภาษี 36 เดือน เงินฝากขั้นต่ำ 1,000 บาท (ปลอดภาษีขั้นต่ำ 500 บาท) ระยะเวลาในการฝาก 3 – 36 เดือน อัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำปลอดภาษี 24 เดือน เท่ากับเงินฝากประจำ 24 เดือน บวกเพิ่ม 0.80% อัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำปลอดภาษี 36 เดือน เท่ากับเงินฝากประจำ 36 เดือน บวกเพิ่ม 0.50% หากถอนเงินที่ได้ฝากไว้ไม่ถึง 3 เดือน ธนาคารจะไม่จ่ายดอกเบี้ย

ฝากประจำดอกเบี้ยสูง - ธนาคารกรุงศรีอยุธยา

3. ธนาคารยูโอบี (UOB)

อีกธนาคารที่มีบริการฝากเงินประจำ และดอกเบี้ยที่น่าสนใจนั่นคือ ธนาคารยูโอบี (UOB) ที่เปิดบริการฝากเงินประจำให้กับบุคคลธรรมดาและนิติบุคคลอายุ 15 ปีขึ้นไปสามารถฝากได้ มีอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำอยู่ที่ 0.50 – 0.85 %

และมีอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำปลอดภาษี 1.50 % (ระยะเวลาฝากขั้นต่ำ 24 เดือน) และมีเงินฝากขั้นต่ำ 5,000 บาท (ปลอดภาษีขั้นต่ำ 1,000 บาท) ระยะเวลาในการฝาก 3 – 48 เดือน ถอนก่อนครบกำหนด และ ระยะเวลาฝาก < 3 เดือน ไม่มีการจ่ายดอกเบี้ย ถอนก่อนครบกำหนด และระยะเวลาฝาก ≥ 3 เดือน อัตราดอกเบี้ยออมทรัพย์ ณ ขณะนั้น พร้อมหักภาษี ณ ที่จ่าย

สำหรับฝากประจำแบบปลอดภาษียังมี ฟรีประกันอุบัติเหตุตลอดระยะเวลา 24 เดือน ของการฝากเงิน โดยไม่ต้องเสียค่าเบี้ยประกัน ด้วยวงเงิน 2 เท่าของจำนวนเงินที่ท่านจะต้องฝากต่อในบัญชีหลังจากวันที่เกิดอุบัติเหตุ หรือสูงสุดถึง 1,180,000 บาท ต่อบัญชี

7 ธนาคารฝากประจำดอกเบี้ยสูง ธนาคารไหนดี ปี2564 - ธนาคารยูโอบี (UOB)

4. LH BANK

อีกหนึ่งธนาคารที่สามารถฝากประจำได้ พร้อมดอกเบี้ยและเงื่อนไขที่น่าสนใจอย่าง LH BANK หรือ ธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ผู้ที่สามารถฝากได้นั้นมีอายุตั้งแต่ 7 ปีขึ้นไป ณ วันเปิดบัญชี เขามีอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำอยู่ที่ 0.85 – 1.15 %  (ระยะเวลาฝากขั้นต่ำ 24 เดือน)

และฝากประจำปลอดภาษี 24 เดือน รับดอกเบี้ยเท่ากับอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำ 12 เดือน วงเงินต่ำสุด + 0.75% ฝากประจำปลอดภาษี 36 เดือน รับดอกเบี้ยเท่ากับอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำ 12 เดือน วงเงินต่ำสุด + 1.25% และมีเงินฝากขั้นต่ำ 1,000 บาท ระยะเวลาในการฝาก 3 – 36 เดือน เบิกถอนเงินจากบัญชีก่อนครบกำหนดฝาก ธนาคารคิดดอกเบี้ยตามที่กำหนด หากถอนก่อนกำหนดระยะเวลาน้อยกว่า 3 เดือน ไม่ได้รับดอกเบี้ย

ฝากประจำดอกเบี้ยสูง - LH BANK

5. ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย

ธนาคารที่ได้รับความไว้วางใจมายาวนาน และมีบริการหลายรูปแบบอย่าง ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย ที่เปิดให้บริการฝากประจำให้กับบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล โดยมีอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำ 0.30 – 0.85 % (ไม่มีสมุดคู่ฝาก 0.75 % เมื่อฝากครบ 12 เดือน) อัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำปลอดภาษี  1.30 % (ระยะเวลาฝากขั้นต่ำ 24 เดือน) และมีเงินฝากขั้นต่ำ 1,000 บาท ระยะเวลาในการฝาก  3 – 36 เดือน

สำหรับฝากประจำแบบปลอดภาษีจะได้รับประกันคุ้มครองอุบัติเหตุส่วนบุคคลตลอดระยะเวลาฝากฟรี โดยได้รับความคุ้มครองเท่ากับจำนวนเงินฝากเมื่อครบระยะเวลาฝาก (วงเงินสูงสุด 600,000 บาท) หากผู้ฝากมีอายุเกิน 65 ปี จะไม่ได้รับความคุ้มครองประกันอุบัติเหตุส่วนบุคคล แต่ยังคงได้รับดอกเบี้ยเงินฝาก ตามประกาศอัตราดอกเบี้ยของธนาคาร

ฝากประจำดอกเบี้ยสูง - ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย

6. ธนาคารกสิกรไทย

มากันถึงธนาคารที่มีผู้ใช้บริการมาก และยังมีบริการที่ทันสมัย ครบเครื่องอย่าง ธนาคารกสิกรไทย ที่เปิดบริการฝากประจำให้กับบุคคลธรรมดาอายุตั้งแต่ 15 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป โดยมีอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำ 0.370 – 0.70 %

อัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำปลอดภาษี 1.25 % (ระยะเวลาฝากขั้นต่ำ 24 เดือน)  และมีเงินฝากขั้นต่ำ 1,000 บาท (ปลอดภาษีขั้นต่ำ 500 บาท) ระยะเวลาในการฝาก 3 – 36 เดือน จ่ายดอกเบี้ยเมื่อครบกำหนดระยะเวลาการฝาก ตามระยะเวลาการฝากที่เลือก

ฝากประจำดอกเบี้ยสูง - ธนาคารกสิกรไทย

7. ธนาคารไทยเครดิต

ธนาคารสุดท้ายที่เราจะมาแนะนำในการฝากประจำคือ ธนาคารไทยเครดิต เป็นธนาคารที่มีความน่าเชื่อถือและมีเงื่อนไขดี ๆ เช่นกัน โดยเปิดฝากประจำให้กับบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล โดยมีอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำ 1.10 – 1.50 % อัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำปลอดภาษี 2.15 – 2.30 % (ระยะเวลาฝากขั้นต่ำ 24 เดือน) และมีเงินฝากขั้นต่ำ  1,000 บาท ระยะเวลาในการฝาก 3 – 36 เดือน

หากถอนก่อนครบกำหนดการฝาก ก่อนระยะเวลา 3 เดือน จะไม่ได้รับดอกเบี้ย หากถอนก่อนครบกำหนดการฝากตั้งแต่ 3 เดือนขึ้นไป ธนาคารจ่ายดอกเบี้ยอัตราออมทรัพย์ ณ วันฝากเงิน และหักภาษี ณ ที่จ่าย

ฝากประจำดอกเบี้ยสูง - ธนาคารไทยเครดิต

สำหรับใครที่ต้องการจะออมเงินแบบยั่งยืน และออมเงินแบบจริงจัง การฝากประจำก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ดีมาก ๆ โดยเฉพาะเหล่ามนุษย์เงินเดือนที่มีรายได้คงที่ สามารถฝากประจำได้อย่างสบาย การออมเงินแบบฝากประจำนอกจากจะช่วยให้เราออมเงินได้รัดกุม มีวินัยในการใช้จ่ายแล้วนั้น ธนาคารต่าง ๆ ยังมีเงื่อนไข และดอกเบี้ยที่สามารถเพิ่มเงินออมของเราได้เป็นอย่างดี ซึ่งใครที่กำลังหาธนาคารในการฝากประจำ 7 ธนาคารฝากประจำดอกเบี้ยสูง ธนาคารไหนดี ปี2564 รวมธนาคารที่ดอกเบี้ยสูง เงื่อนไขดีประจำปีนี้ให้ได้เลือกกัน

การฝากเงินฝากประจำนั้นหลายคนมักจะฝากเพื่อเป้าหมายในการใช้จ่ายในอนาคต อย่าง การซื้อบ้าน ที่ต้องใช้เงินก้อนใหญ่ สำหรับใครที่เก็บเงินได้ตามเป้าหมาย แล้วกำลังจะซื้อบ้านสักหลัง 4 ปัจจัยที่จะช่วยให้คุณผ่อนบ้านได้อย่างสบาย เป็นตัวช่วยที่จะทำให้คุณวางแผนการใช้เงิน การผ่อนบ้านได้เป็นอย่างดี

และนอกจากเป้าหมายการซื้อบ้าน ซื้อรถ ซื้อที่ดินแล้วนั้น เงินฝากประจำก็ยังมีประโยชน์ต่อการวางแผนการเงินของเราเป็นอย่างดี เพราะหลาย ๆ คนอาจจะเคยผิดพลาดในด้านการใช้เงินกันมาบ้าง ข้อผิดพลาดการเงินในแต่ละช่วงชีวิต ที่คุณควรรู้ เพื่อแก้ไขได้ทัน เป็นข้อผิดพลาดที่มักจะเกิดขึ้นกับหลาย ๆ คนในแต่ละช่วงวัยที่แตกต่างกันที่คุณควรรู้เพื่อที่จะได้วางแผนการใช้เงิน และออมเงินได้ทัน

รู้จักข้อดีของการทำธุรกรรมทางการเงินออนไลน์

ยุคสมัยมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ เช่นเดียวกับปัจจุบันที่หลาย ๆ คนต่างก็มีโทรศัพท์มือถือไว้ใช้งานกันอย่างน้อยหนึ่งเครื่อง ซึ่งโทรศัพท์มือถือนี้ก็เป็นสิ่งอำนวยสะดวกให้กับตัวเราเองในหลาย ๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นการสื่อสาร การทำงาน การดูหนังฟังเพลง รวมทั้งยังเป็นประโยชน์ในการทำธุรกรรมทางการเงินออนไลน์ (Online Banking หรือ Internet Banking) ได้อีกด้วย และการที่มีเทคโนโลยีที่สร้างความสะดวกสบายนี้เข้ามา จึงทำให้สังคมในยุคปัจจุบันเริ่มเปลี่ยนแปลงวิธีการใช้เงินในแบบเดิม มาเป็น “สังคมไร้เงินสด” ทั้งนี้การทำธุรกรรมทางการเงินออนไลน์ยังมีประโยชน์อีกมากมาย ซึ่งเราจะพาทุกคนไป รู้จักข้อดีของการทำธุรกรรมทางการเงินออนไลน์ ว่ามีอะไรบ้าง ตามไปดูกัน

รู้จักข้อดีของการทำธุรกรรมทางการเงินออนไลน์

1. ไม่เสียเวลาเดินทางไปธนาคารเมื่อต้องการทำธุรกรรมทางการเงิน

เริ่มกันที่ข้อดีแรกของการทำธุรกรรมทางการเงินออนไลน์ ที่สร้างความสะดวกสบายให้กับคนในสังคมเป็นอย่างมากด้วยการไม่จำเป็นต้องเสียเวลาเดินทางไปธนาคารอย่างเช่นแต่ก่อน ที่หากจะเปิดบัญชีธนาคาร ฝาก ถอน โอนเงินจากธนาคารหนึ่งไปยังธนาคารหนึ่ง ก็จะต้องเดินทางไปทำธุรกรรมที่ธนาคาร ทั้งนี้เมื่อเราสามารถทำธุรกรรมทางการเงินผ่านระบบออนไลน์ได้แบบในปัจจุบัน ก็ทำให้การเดินทางไปธนาคารไม่จำเป็นอีกต่อไป โดยทุกคนสามารถทำธุรกรรมหลาย ๆ อย่างได้ผ่าน Internet Banking หรือผ่านแอปธนาคารบนมือถือ ไม่ว่าจะเป็นการโอนเงิน ถอนเงิน จ่ายบิลค่าใช้จ่าย หรือการซื้อหน่วยลงทุน ก็สามารถทำได้ง่าย ๆ สะดวกและรวดเร็วมากขึ้น

ไม่เสียเวลาเดินทางไปธนาคารเมื่อต้องการทำธุรกรรมทางการเงิน

2. ทำธุรกรรมทางการเงินได้อย่างคล่องตัว

สำหรับการทำธุรกรรมทางการเงินออนไลน์ จะช่วยทำให้การทำธุรกรรมทางการเงินนั้นทำได้อย่างคล่องตัวมากขึ้น ซึ่งเดิมการทำธุรกรรมทางการเงินแบบเก่า คุณจะต้องเตรียมเอกสารต่าง ๆ เช่น บัตรประชาชน สมุดบัญชี รวมถึงเอกสารอื่น ๆ เพื่อดำเนินการตามขั้นตอน แต่ปัจจุบันการทำธุรกรรมผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ จะช่วยให้ลดขั้นตอนในการจัดเตรียมเอกสารลงได้เป็นอย่างมาก เพราะได้มีการใช้เทคโนโลยีที่ช่วยบันทึกข้อมูลต่าง ๆ ไว้อย่างปลอดภัย ซึ่งสิ่งนี้จะเป็นผลดีต่อผู้ใช้บริการเป็นอย่างมากและช่วยลดความยุ่งยาก ทำให้ผู้ประกอบการธุรกิจสามารถดำเนินกิจการได้คล่องตัวและรวดเร็วยิ่งขึ้นนั่นเอง

ทำธุรกรรมทางการเงินได้อย่างคล่องตัว

3. ธุรกรรมทางการเงินลดปัญหาอาชญากรรม

ในส่วนของการทำธุรกรรมทางการเงินออนไลน์จะช่วยลดปัญหาอาชญากรรมนั่นก็คือ เราอาจจะไม่จำเป็นต้องพกเงินเป็นจำนวนมากเหมือนแต่ก่อน แต่ยังช่วยให้การจัดการเรื่องเงินของคุณทำได้ง่าย แถมช่วยลดอัตราปัญหาการเกิดอาชญากรรม จี้ ปล้นนั่นเอง เพราะการเงินต่าง ๆ สามารถทำผ่านโทรศัพท์มือถือได้ หรือหากถูกขโมยมือถือ หรือบัตรเครดิต คุณก็สามารถโทรแจ้งธนาคารให้อายัดบัตร หรือปิดบัญชีการใช้ Mobile banking ได้อีกด้วย

ธุรกรรมทางการเงินลดปัญหาอาชญากรรม

4. ตรวจสอบความเคลื่อนไหวของธุรกรรมทางการเงินได้ง่ายขึ้น

อีกหนึ่งสิ่งที่เป็นข้อดีสำหรับการทำธุรกรรมทางการเงินออนไลน์ก็คือ เราตรวจสอบความเคลื่อนไหวของธุรกรรมทางการเงินได้ง่ายขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการตรวจสอบรายการย้อนหลัง ข้อมูล และความเคลื่อนไหวทางการเงินต่าง ๆ เพราะคุณแค่กดเข้าแอปธนาคารบนมือถือ เพื่อดูความเคลื่อนไหว หรือจะเช็คจากรูปสลิปที่เซฟไว้ หรือจะเป็น Message หรือ E-mail ที่แจ้งเตือนจากธนาคารเกี่ยวกับการฝาก ถอน จ่ายเงินของคุณ ก็สามารถทำได้ง่าย และยังสามารถกดขอ Bank statement ปัจจุบัน หรือย้อนหลังผ่านทางออนไลน์ได้อีกเช่นกัน  

ตรวจสอบความเคลื่อนไหวของธุรกรรมทางการเงินได้ง่ายขึ้น

5. ธุรกรรมทางการเงินช่วยรักษาสิ่งแวดล้อม

มาถึงข้อดีข้อสุดท้ายของการทำธุรกรรมทางการเงินออนไลน์ ซึ่งข้อดีนี้จะช่วยให้รักษาสิ่งแวดล้อม ด้วยการที่ช่วยลดปริมาณเอกสาร หรือการออกสลิปกระดาษลงไปได้เป็นอย่างมาก เพราะข้อมูลทุกอย่างจะถูกบันทึกอยู่ในระบบ และช่วยให้ลดปริมาณขยะลงได้ นอกจากนี้ยังเป็นการช่วยประเทศลดลดต้นทุน ลดปริมาณ และพลังงานในกระบวนการการผลิตธนบัตรและเหรียญกษาปณ์ พร้อมทั้งยังช่วยลดการเดินทางไปธนาคารของเราได้อีกด้วย

ธุรกรรมทางการเงินช่วยรักษาสิ่งแวดล้อม

เป็นอย่างไรกันบ้าง ได้รู้จักข้อดีของการทำธุรกรรมทางการเงินออนไลน์กันไปแล้ว ซึ่งจะเห็นว่าข้อดีแต่ละข้อนั้นจะช่วยทำให้การใช้ชีวิตของเราสะดวกสบายมากขึ้น ไม่ยุ่งยากเหมือนแบบเดิมแล้ว อีกทั้งในปัจจุบันเนื่องจากสถานการณ์โควิด-19ยังคงระบาดอย่างหนัก จึงต้องมีการเว้นระยะห่างทางสังคม ทำให้การใช้งานผ่าน Internet Banking หรือผ่านแอปธนาคารเป็นสิ่งที่มีประโยชน์และอำนวยความสะดวก พร้อมช่วยลดการออกนอกบ้านเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดได้อีกด้วย

ได้รู้ข้อดีของการใช้งานการเงินออนไลน์แล้ว เรื่องที่สำคัญอีกหนึ่งสิ่งคือ การวางแผนทางการ เพื่อให้เราสามารถใช้จ่ายได้อย่างคล่องตัว และในเรื่องของการวางแผนการเงินสิ่งที่ขาดไม่ได้เลยคือ เป้าหมายทางการเงิน โดย เป้าหมายทางการเงินที่ทุกคนควรมีในชีวิต จะช่วยลดความเสี่ยงให้กับสถานะทางการเงินของเรามากขึ้น

นอกจากนี้ 4 แนวคิด ที่จะทำให้คุณมีความมั่งคั่งทางการเงิน ยังเป็นอีกหนึ่งแนวทางที่จะให้คุณปรับเปลี่ยนการใช้ชีวิตให้รู้จักวางแผนการเงินมากขึ้นด้วย

เป้าหมายทางการเงินที่ทุกคนควรมีในชีวิต

เป้าหมายทางการเงิน ถือว่าเป็นสิ่งสำคัญอย่างมาก ที่ทุกคนควรมีหรือวางแผนไว้เผื่ออนาคต โดยการมีเป้าหมายทางการนี้ จะช่วยให้คุณจัดการกับค่าใช้จ่ายต่างๆ ได้ง่าย อีกทั้งจะไม่ก่อหนี้สินให้กับตัวเอง ทำให้ไม่เกิดความกังวลต่อการใช้เงินกับสิ่งต่างๆ และการมีเป้าหมายทางการเงินจะส่งผลดีและเป็นประโยชน์กับตัวคุณเองในหลายๆ ด้านอีกด้วย ซึ่งเป้าหมายทางการเงินนี้คืออะไร มีประโยชน์อย่างไร วันนี้ lipetogo จะพาคุณไปทำความรู้จักกับ เป้าหมายทางการเงินที่ทุกคนควรมีในชีวิต โดยจะเป็นอย่างไรบ้างนั้น ตามไปดูกันเลย

เป้าหมายทางการเงิน คืออะไร?

ก่อนอื่นเราต้องมาทำความรู้จักกันก่อนว่าเป้าหมายทางการเงินคืออะไร สำคัญอย่างไร ซึ่งเป้าหมายทางการเงิน คือ สิ่งที่เรากำหนดขึ้นเพื่อใช้ในการวิเคราะห์เป้าหมาย วางแผน และกำหนดทิศทางทางการเงิน เพื่อสร้างแผนปฏิบัติให้ลงมือทำ ซึ่งสิ่งนี้จะทำให้เรามีเป้าหมาย และสามารถไปถึงเป้าหมายทางการเงินที่วางแผนไว้ได้

โดยการมีเป้าหมายและการวางแผนที่ชัดเจน จะทำให้เรารู้ว่าต้องทำอะไร เมื่อไร อย่างไร และสิ้นสุดเมื่อไหร่ โดยการตั้งเป้าหมายด้านการเงิน ควรเป็นเป้าหมายที่ชัดเจนและมีความสอดคล้องกันด้วย

เป้าหมายทางการเงิน คืออะไร

เป้าหมายทางการเงินที่ควรมีในชีวิต

การมีเป้าหมายทางการเงินเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างมาก เนื่องจากเงินถือว่าเป็นปัจจัยที่สำคัญมากๆ ในการดำเนินชีวิต ดังนั้นเราจึงควรมีการวางแผนทางการเงินที่ดี โดยการวางแผนทางการเงินสามารถแบ่งออกตามระยะเวลาได้เป็น 3 ระยะ ดังต่อไปนี้

1. เป้าหมายทางการเงินระยะยาว

อันดับแรกคือการตั้งเป้าหมายทางการเงินระยะยาว ซึ่งเป็นระยะเวลามากกว่า 5 ปีขึ้นไป ถือเป็นเป้าหมายที่สำคัญมากที่สุดที่หลายคนมักมองข้าม เพราะเป้าหมายระยะยาว สามารถกำหนดและเป็นแนวทางในการตั้งเป้าหมายระยะกลางและระยะสั้นเพื่อให้เกิดความสอดคล้อง และสนับสนุนกันให้ประสบความสำเร็จในการไปถึงเป้าหมายได้ ตัวอย่างเป้าหมายระยะยาว เช่น การตั้งเป้าหมายมีเงิน 20 ล้านบาท เพื่อใช้ในวัยเกษียณอีก 30 ปีข้างหน้า เป็นต้น ดังนั้นการมีเป้าหมายทางการเงินระยะยาว จะช่วยให้ชีวิตของเรามีความมั่นคงขึ้นนั่นเอง

เป้าหมายทางการเงินที่ควรมีในชีวิต

2. เป้าหมายทางการเงินระยะกลาง

สำหรับเป้าหมายทางการเงินระยะกลางนี้ จะเป็นเป้าหมายที่ต้องการไปถึงในระยะ 2-5 ปี โดยเป็นเป้าหมายที่ไม่ใหญ่เท่ากับเป้าหมายระยะยาว แต่ก็ต้องใช้ระยะเวลาระยะหนึ่งในการไปให้ถึงเป้าหมายดังกล่าว และควรเป็นเป้าหมายที่สอดคล้องกับเป้าหมายระยะยาวด้วย ก็จะทำให้การไปถึงเป้าหมายสูงสุดทางการเงินมีความเป็นไปได้ และใกล้ความสำเร็จยิ่งขึ้น ตัวอย่างเป้าหมายระยะกลาง เช่น ต้องการการปลดหนี้ จำนวน 200,000 บาท ภายในอีก 2 ปีข้างหน้า หรือต้องการเก็บเงินก้อน 400,000 บาท เพื่อใช้ศึกษาต่อปริญญาโท ในอีก 3-4 ปี ข้างหน้า เป็นต้น การมีเป้าหมายระยะกลางจะทำให้เราสามารถประสบความสำเร็จได้ทีละขั้น จนสำเร็จไปถึงระยะยาวได้

เป้าหมายทางการเงินที่ควรมีในชีวิต

3. เป้าหมายทางการเงินระยะสั้น

ในส่วนของเป้าหมายทางการเงินระยะสั้นนั้น จะเป้าหมายทางการเงินที่ต้องการทำให้สำเร็จในระยะเวลาสั้นๆ เช่น ภายใน 1 ปี ซึ่งเป้าหมายระยะสั้นก็เป็นอีกหนึ่งเป้าหมายที่สำคัญในการดำเนินชีวิต และเพื่อการบรรลุเป้าหมายใหญ่ๆ ทางการเงินในอนาคตได้อีกเช่นกัน ตัวอย่างเป้าหมายระยะสั้น เช่น ต้องการเก็บเงินเพื่อซื้อโทรศัพท์มือถือ หรือต้องการแบ่งรายได้ส่วนหนึ่งมาออมในบัญชีฝากประจำเป็นจำนำ 8,000 บาททุกเดือน เป็นระยะเวลา 12 เดือน เป็นต้น การมีเป้าหมายระยะสั้นก็จะช่วยให้เราสามารถให้รางวัลกับตัวเองได้ และยังช่วยส่งเสริมให้เป้าหมายทางการเงินระยะยาวสำเร็จได้มากขึ้นด้วย

ประโยชน์ของการมีเป้าหมายทางการเงิน

ประโยชน์ของการมีเป้าหมายทางการเงิน

1. ทำตามเป้าหมายอยู่เสมอ การมีเป้าหมายทางการเงินที่ชัดเจนนี้ จะทำให้เรารู้ตัวอยู่ตลอดว่ากำลังทำเพื่ออะไรอยู่ และมีแรงจูงใจให้ลงมือจนเกิดความสำเร็จ

2. ลดความเสี่ยงในชีวิต หากคุณมีเป้าหมายทางการเงินที่ชัดเจนแล้ว จะช่วยลดความเสี่ยงในชีวิตได้ด้วย เนื่องจากเงินเป็นปัจจัยที่สำคัญมากๆ ในการดำรงชีวิต การมีเป้าหมายก็จะทำให้ดำเนินชีวิตไปได้อย่างมีแบบแผนมากขึ้น และยังช่วยลดความเสี่ยงให้กับสภาพทางการเงินมากขึ้นด้วย

ดังนั้น การมีเป้าหมายทางการเงินเป็นสิ่งที่ทุกคนควรมีในชีวิต เพราะถือว่าเรื่องการเงินเป็นส่วนที่สำคัญอย่างมากในการดำเนินชีวิตในแต่ละวัน อีกทั้งการมีเป้าหมายทางการเงินจะช่วยให้เราใช้ชีวิตได้รอบคอบ และมีแบบแผนอยู่เสมอ